แชร์:

มากิพลัส Maqui Plus เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากผลไม้สกัดเข้มข้น

950 บาท9,600 บาท

บียอนด์ มากิพลัส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำ เพื่อสุขภาพดี คัดสรรสุดยอดสารสกัดจากมากิเบอร์รี ใบอาร์ติโช๊ค สารสกัดเก๋ากี้ สารสกัดเมล็ดองุ่น สารสกัดอาซาอิเบอร์รี สารสกัดอะเซโรลาเซอร์รี

ล้างค่า

สอบถามเพิ่มเติม :

สอบถามเพิ่มเติม  :

จัดส่งฟรีทั่วประเทศ เมื่อโอนชำระ

จัดส่งฟรีทั่วประเทศ เมื่อโอนชำระ

ผู้ร่วมธุรกิจอย่างเป็นทางการ

ผู้ร่วมธุรกิจอย่างเป็นทางการ

บียอนด์ มากิพลัส (beyonde MAQUI PLUS+) เครื่องดื่มน้ำผลไม้สกัดเข้มข้นจากผลมากิและผลไม้รวมกว่า 12 ชนิด จากแหล่งเพาะปลูกชั้นเลิศ 9 ประเทศทั่วโลก มีส่วนช่วย

  • กำจัดสารพิษได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าปกติ 3 เท่า
  • ส่งเสริมสุขภาพตา ลดโอกาสโรคจอประสาทตาเสื่อม
  • บำรุงระบบประสาทและลดความเหนื่อยล้า
  • ปกป้องเชลล์และอวัยวะจากสภาวะความเครียด
  • ช่วยบำรุง “เลือดให้สะอาด บำรุงตับให้แข็งแรง”
  • ช่วยป้องกันไขมันในเลือดสูง ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
  • ลดโอกาสโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ช่วยลดสารพิษในเลือดได้ถึง 51%
  • เครื่องดื่มน้ำผลไม้บำรุงสุขภาพ รสชาติอร่อย ดื่มง่าย ดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
  • เสริมการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงาน
  • เสริมสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ตับ 246%
  • เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ชะลอกระบวนการอักเสบ ลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง
  • ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง เช่น เซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ
  • ผ่านการทดสอบทางคลินิค รับรองผลลัพธ์โดยผลงานวิจัยด้านสุขภาพระดับโลก
  • เลขที่ใบรับแจ้ง/อย. 10-3-08945-1-0191

วิธีรับประทาน :

  • สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพทั่วไป รับประทานครั้งละ 25 มล. โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน
  • สำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟู รับประทานครั้งละ 50 มล. โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน

หมายเหตุ : การดื่มมากิพลัส

ช่วงเช้า – เพื่อเติมสารอนุมูลอิสระให้พร้อมเผชิญสารพิษระหว่างวัน

ช่วงเย็น – เพื่อชดเชยสารต้านอนุมูลอิสระที่สูญเสียไป และจะไปช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองยามนอน

ผลงานวิจัย : การทดสอบทางคลินิกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสารต้านอนุมูลอิสระ ภาควิชาสันทนาการกีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผิงตง ประเทศไต้หวัน จากอาสาสมัคร 20 คน อายุ 20-40 ปี ที่มีปัจจัยเสี่ยง

  • สูบบุหรี่ 10 ม้วน/วัน
  • ดื่มแอลกอฮอล์ 30 กรัม/วัน เทียบเท่า เบียร์ 600 ซีซี,ไวย์แดง 250 ซีซี, XO 75 ซีซี
  • โดยดื่ม มากิพลัส 4 ช็อท = 100 มล./วัน เป็นเวลา 3 เดือน (2 ช็อท เช้า และ 2 ช็อท เย็น)

มากิพลัส

เพิ่มประสิทธิภาพ สารต้านอนุมูลอิสระผลการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น 3 เท่า
       3 เดือนหลังจากการดื่มมากิพลัส เลือดสะอาดขึ้น สามารถกำจัดสารพิษเร็วกว่าและมากกว่าถึง 3 เท่าใน 3 เดือน หลังจากดื่มมากิพลัส 4 ช็อท (100 มล.) ทุกวัน นำตัวอย่างเลือดมาทดสอบปริมาณสารพิษในเลือดที่ทำลายเซลล์ และเนื้อเยื้อจากอนุมูลอิสระ ภายใน 1 เดือนสามารถลดสารพิษในเลือดได้ถึง 36% และลดลงสูงสุด 51% ภายใน 3 เดือน จากการดื่มมากิพลัส แสดงให้เห็นถึงการปกป้องเซลล์และเนื้อเยื่อของตับ

beyonde-maqui-plus

ผลค่าการปกป้องตับเพิ่มขึ้น 14% หลังจากการดื่มมากิพลัส 4 ช็อท (100 มล.) ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน
       เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์และตับ เอนไซม์ SOD ปกป้อง ”นอกเซลล์” เพิ่มขึ้น 127 % เปปไทด์ GSH กลูต้าไธโอน ปกป้อง “ในเซลล์” และ “ในตับ” เพิ่มขึ้น 205 % หลังจากการดื่มมากิพลัส 4 ช็อท (100 มล.) ทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน
       เอนไซม์ SOD ปกป้อง “นอกเซลล์” เพิ่มขึ้น 255 % เปปไทด์ GSH กลูต้าไธโอน ปกป้อง “ในเซลล์” และ “ในตับ” เพิ่มขึ้น 246 % หลังจากการดื่มมากิพลัส 4 ช็อท (100 มล.) ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน

มากิพลัส MAQUI PLUS+ สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกในโลก กับการทดสอบประสิทธิภาพการต่อต้านอนุมูลอิสระของเครื่องดื่มสุขภาพจากน้ำผลไม้สกัดเข้มข้น ที่ใช้วิธีการทดสอบในเซลล์ตับ CAA พิสูจน์แล้วทำงานได้จริงในเซลล์ตับ โดยห้องปฏิบัติการ Brunswick Laboratories, USA

“มากิพลัส” เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในโลก ที่ใช้วิธีการทดสอบจริงในเซลล์ตับ Cellular Antioxidant Activity Testหรือ CAA วิธีนี้คิดค้นโดย มหาวิทยาลัยคอร์เนล นิวยอร์ค ปี ค.ศ. 2007 ใช้ทดสอบประสิทธิภาพสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำงานได้ในเซลล์ตับมนุษย์ การันตีด้วยรางวัลนวัตกรรมเพื่อสุขภาพระดับโลก

มากิ-พลัส

ส่วนประกอบสำคัญ : ต่อ 25 มิลลิลิตร

  • น้ำองุ่นแดงเข้มข้น 2690 มก.
  • น้ำโช๊คเบอร์รีเข้มข้น 1345 มก.
  • น้ำมิกซ์เบอร์รีเข้มข้น 896.66 มก.
  • น้ำแครนเบอร์รีเข้มข้น 896.66 มก.
  • ผงมากิเบอร์รี 134.50 มก.
  • สารสกัดใบอาร์ติโช๊ค 53.80 มก.
  • สารสกัดเก๋ากี้ 53.80 มก.
  • สารสกัดเมล็ดองุ่น 8.96 มก.
  • สารสกัดอาซาอิเบอร์รี 0.89 มก.
  • สารสกัดอะเซโรลาเชอร์รี 0.89 มก.
  • ผงราสพ์เบอร์รี 0.89 มก.

มีวัตถุเจือปนอาหารสารให้ความข้นเหนียว (INS 440) สารกันเสีย (INS 211) ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร:มีซัลไฟต์และผลิตภัณฑ์จากนม (แลกโตส)

คำถามที่พบบ่อย

คุณสมบัติและประโยชน์
1. Maqui Plus คืออะไร ?

มากิพลัส (Maqui Plus+) คือ “สุดยอดเครื่องดื่มแอนตี้ออกซิแดนท์จากซุปเปอร์ฟรุตและเบอร์รี่เข้มข้น” ทำจากผลไม้ซุปเปอร์ฟรุตและเบอร์รี่รวม 12 ชนิดจาก 9 ประเทศทั่วโลก

2. ประโยชน์ที่ได้จากการดื่ม Maqui Plus คืออะไร ?

maqui plus ประกอบไปด้วย ไฟโตนิวเทรียนซ์ (phytonutrients) สารอาหารที่มีประโยชน์จากพืช คือ จากซุปเปอร์ฟรุตเข้มข้น ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดสารพิษในเลือดและปกป้องตับ ส่งผลให้ “เลือดสะอาด ตับแข็งแรง” จึงให้ผลลัพธ์การ “ส่งเสริมสุขภาพตับ และ สุขภาพองค์รวม” ของร่างกาย ดังนี้

2.1 ส่งเสริมการทำงานของตับ
ด้วยส่วนผสม 3 ชนิด ที่มีส่วนช่วยบำรุงปกป้องตับโดยตรง (Liver & Life Booster) คือ: มากิเบอร์รี่+อาร์ติโช๊ค+โกจิเบอร์รี่ ชะลอความเสื่อมของตับเพราะมีฤทธิ์แอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยต้านสารพิษอนุมูลอิสระในเลือดที่ไปสู่ตับและอวัยวะต่างๆ ตับจึงถูกทำร้ายน้อยลง ทำงานได้ดีขึ้น ส่งเสริมการขจัดสารพิษของตับ (detoxification) ตับสุขภาพดีมีเอนไซม์ที่ดีจะเร่งการขจัดสารพิษได้ดี ลดความเสี่ยงของโรคตับ: ตับอักเสบ ไขมันเกาะตับ มะเร็งตับ เมื่อตับสุขภาพดี ก็ทำหน้าที่กำจัดสารพิษและสร้างพลังงานได้ดีขึ้น จึงส่งผลให้สุขภาพองค์รวมดีขึ้น

2.2 จุดกำเนิดแห่งสุขภาพองค์รวม
รู้สึกได้ถึงสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะส่งเสริมการสร้างพลังงานและขจัดสารพิษอนุมูลอิสระ ต่อต้านลดความเสี่ยงต่อโรค

3. ซุปเปอร์ฟรุตคืออะไร ประโยชน์ของผลไม้ซุปเปอร์ฟรุตและเบอร์รี่แต่ละชนิดใน “Maqui Plus” มีอะไรบ้าง ?

ซุปเปอร์ฟรุต คือ ผลไม้ซึ่งอุดมเข้มข้นไปด้วยสารสำคัญตามธรรมชาติ (ไฟโตนิวเทรียนท์phytonutrient) ซึ่งมีฤทธิ์ส่งเสริมสุขภาพ เช่น อาจมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ต้านการอักเสบ (Anti-inflammation) ซึ่งทำให้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ หรือส่งผลต่อการฟื้นฟูสุขภาพ มากิเบอร์รี่ (Maqui berry) จากชิลี เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สีม่วงเข้ม หรือที่รู้จักในชื่อ ชิเลียนไวน์เบอร์รี่ (Chilean wine berry) มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ทั้งหมดในโลก ได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชาแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ (The king of superfruits)” อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กลุ่ม แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ชื่อ เดลฟินิดิน (Delphinidin) ซึ่งมีฤทธิ์สูงที่สุด จึงช่วยปกป้องตับจากสารพิษอนุมูลอิสระ มากิเบอร์รี่ ช่วยต้านความเสื่อมแห่งวัย (Anti-aging) ต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง (Anti-cancer) ต้านการอักเสบสาเหตุของโรคต่างๆ (Anti-inflammation) เช่น โรคเรื้อรังอย่าง หัวใจอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ส่งเสริมการมองเห็น และช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรง

อาร์ติโช๊ค (Artichoke) จากฝรั่งเศส เป็นพืชผักที่นิยมใช้ในการรักษา ประกอบด้วย แร่ธาตุ ,ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ชื่อ ไซนาริน (Cynarin) ช่วยส่งเสริมสุขภาพตับ โดยเสริมการดีท็อกซ์ขจัดสารพิษ และยับยั้งคอเลสเตอรอลชนิดเลว LDL จึงลดความเสี่ยงของตับอักเสบและไขมันเกาะตับ

โกจิเบอร์รี่ (Goji berry) จากจีน เป็นผลไม้สมุนไพรตระกูลเบอร์รี่ สีส้ม-แดง อุดมไปด้วยวิตามิน และ สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้า แคโรทีน, ไลโคปีน, และมีโพลิแซคคาไรด์ ชนิดพิเศษที่มีเฉพาะในโกจิเบอร์รี่ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับ โดยส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ของตับ

อาซาอิเบอร์รี่ (Acai berry) จากบราซิล จัดอยู่ในตระกูลของปาล์ม มีสารกลุ่มแอนโทไซยานิน ที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ทั้งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และเสริมภูมิต้านทาน

อะเซโรลาเชอร์รี่ (Acerola cherry) จากอเมริกา ลักษณะผลกลมแป้น คล้ายเชอร์รี่ ประกอบด้วย วิตามินซี, แคโรทีนอยด์ และแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใส

องุ่นแดงและสารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Red grape & Grape seed extract) จากสเปน อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ชื่อ โปรแอนโทไซยานิดิน (proanthocyanidins) ส่งเสริมสุขภาพหลอดเลือด หัวใจ โดยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล LDL

โช้คเบอร์รี่ (Chokeberry) จากออสเตรเลีย เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับบลูเบอร์รี่  มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความดัน คอเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งกำจัดอนุมูลอิสระในตับ

แครนเบอร์รี่ (Cranberry) จากอเมริกา มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง น้ำแครนเบอร์รี่ขึ้นชื่อเรื่องการช่วยลดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ และช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และมะเร็ง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล

ราสเบอร์รี่ (Raspberry) จากไต้หวัน มีวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์สูง รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระแอนโทไซยานิน, ลูทีน และ วิตามินอี มีงานวิจัยว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคอ้วน หัวใจ ความเสื่อมของดวงตา

แอปเปิ้ล (Apple) จากอิสราเอล มีวิตามินแร่ธาตุ ไฟเบอร์ที่ชื่อ เพคติน ช่วยลดระดับไขมัน และคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยต้านมะเร็ง

สตรอเบอร์รี่ (Strawberry) จากอิสราเอล ช่วยต้านอนุมูลอิสระในเลือด ช่วยลดระดับไขมัน และคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง

เชอร์รี่ (Cherry) จากอิสราเอล มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมี “เมลาโทนิน (Melatonin)” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยให้นอนหลับง่าย หลับสนิท และพบว่าช่วยลดการอักเสบได้ดีจึงลดความเสี่ยงต่อโรคเก้าท์ มะเร็งโรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท

4. สารไฟโตนิวเทรียนท์ และสารแอนตี้ออกซิแดนท์คืออะไร ?

ไฟโตนิวเทรียนท์ หรือ สารพฤกษเคมี (Phytonutrient หรือ Phytochemical) หมายถึง สารเคมีที่พบในพืชผักผลไม้และมีฤทธิ์ทางชีวภาพ สารกลุ่มนี้ทำให้พืชชนิดนั้นๆมีสี กลิ่น หรือรสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ไฟโตนิวเทรียนท์ หลายชนิดมีฤทธิ์เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) เพราะสามารถต่อต้านสารพิษอนุมูลอิสระได้ (Free Radicals)

สารพิษอนุมูลอิสระซึ่งก่อตัวจากความเครียด กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ปนเปื้อนจากอาหาร ยา บุหรี่ มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) และทำให้โมเลกุลต่างๆในร่างกายเช่น โปรตีน ไขมัน ในผนังเซลล์ องค์ประกอบในเซลล์ รวมถึง ดีเอ็นเอ เกิดการเปลี่ยนแปลง และเกิดอนุมูลอิสระสะสมเพิ่มมากขึ้นๆ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain reaction) และทำให้เกิดโรคร้ายของอวัยวะต่างๆ มากมาย เช่น โรคของตับ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและความจำ ระบบภูมิต้านทาน รวมถึงโรคมะเร็ง และในภาวะโรคเหล่านี้ก็จะสร้างสารพิษอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

โดย ปกติร่างกายสามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้จากอาหารที่กิน เช่น SOD (ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส), GSH (กลูต้าไธโอน), และวิตามินต่างๆ ซึ่งมันจะไปจับทำลายสารพิษอนุมูลอิสระและลดความเป็นพิษลงได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้ แต่การกินอาหารที่ได้คุณค่าสารอาหารไม่ครบถ้วน และการมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เพิ่มสารพิษอนุมูลอิสระสะสมมากจนเกิดภาวะ Oxidative Stress คือภาวะเครียดในร่างกายเพราะมีปริมาณสารพิษอนุมูลอิสระมากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระ การกินพืชผักผลไม้โดยเฉพาะกลุ่มเบอร์รี่จะเป็นการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ให้แก่ร่างกายอย่างรวดเร็ว จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจากอนุมูลอิสระ และลดความรุนแรงของภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีสารพิษอนุมูลอิสระอยู่มากได้

5. Maqui Plus เป็น “เครื่องดื่มแอนตี้ออกซิแดนท์” หมายความว่าอะไร ?

เครื่องดื่มที่อุดมด้วย “สารแอนตี้ออกซิแดนท์ (antioxidant)” มีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย โดยปกติจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและมลพิษปนเปื้อน ร่างกายได้รับ สารพิษอนุมูลอิสระหรือฟรีแรดิคัล (Free Radical) จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น Oxidationโดยไปดึงเอาอิเล็คตรอนจากโมเลกุลของโปรตีน ไขมัน และองค์ประกอบต่างๆ ในร่างกาย ทำให้กลายเป็นสารพิษอนุมูลอิสระเพิ่มจำนวนขึ้นๆ เรื่อยๆ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ จนถึงจุดที่มีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่กระบวนการต่อต้านตามธรรมชาติของร่างกายจะต่อต้านได้ เรียกว่าเกิดภาวะ Oxidative Stress หรือภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระมากเกินไป ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมารวมถึง “มะเร็ง” เครื่องดื่มแอนตี้ออกซิแดนท์ จะให้สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะเข้าไปจับกับอนุมูลอิสระ เป็นการยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นไม่ให้เกิดขึ้นมากเกินไป (จึงเรียกสารต้านอนุมูลอิสระ ว่า “แอนตี้ออกซิแดนท์”เพราะต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น) และหยุดยั้งปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำร้ายร่างกาย

6. ส่วนผสมใดใน Maqui Plus ที่มีผลต่อการดูแลตับโดยตรง ?

ส่วนผสมหลักสามชนิดคือ มากิเบอร์รี่ อาร์ติโช๊ค และโกจิเบอร์รี่ เป็นสามส่วนผสมที่ช่วยดูแลปกป้องส่งเสริมสุขภาพตับโดยตรง นอกจากนี้ส่วนผสมเบอร์รี่อื่นๆ ที่มีงานวิจัยว่าช่วยต้านสารพิษอนุมูลอิสระก็จะช่วยให้เลือดสะอาดขึ้น ลดการทำงานหนักของตับในการกำจัดของเสียสารพิษ

7. มากิเบอร์รี่ คืออะไร มีประโยชน์ต่อตับอย่างไร ?

มากิเบอร์รี่ ผลไม้พื้นถิ่นของประเทศชิลี ผลสีม่วงเข้ม ใช้เป็นอาหาร มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง ผลประกอบด้วยสารกลุ่ม แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ สีม่วงเข้ม มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) มีหลากหลายชนิด ซึ่งชนิดที่พบใน มากิเบอร์รี่ มีชื่อว่า “เดลฟินิดิน (Delphinidin)” เป็นชนิดที่มีฤทธ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ที่ทรงประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงช่วยลดสารพิษในเลือด ทำให้ตับไม่ต้องแบกรับภาระขจัดสารพิษที่หนักหน่วง และลดทอนการถูกสารพิษทำลายเนื้อเยื่อตับด้วย

8. อาร์ติโช๊ค คืออะไร มีประโยชน์ต่อตับอย่างไร ?

อาร์ติโช๊ค เป็นพืชผักที่บริโภคในทวีปยุโรป นิยมใช้ทำสลัด เป็นส่วนประกอบในอาหาร มีสรรพคุณทางยา พบว่ามีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่ชื่อว่า “ไซนาริน (Cynarin)” ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมในร่างกาย และยังช่วยปกป้องตับ โดยส่งเสริมกระบวนการกำจัดสารพิษในตับ (Detoxification) ยับยั้งไขมันเลว LDL cholesterol จึงลดความเสี่ยงของตับอักเสบและไขมันเกาะตับ

9. โกจิเบอร์รี่ คือ อะไร มีประโยชน์ต่อตับอย่างไร ?

โกจิเบอร์รี่ หรือ เก๋ากี๊ เป็นพืชสมุนไพรตระกูลเบอร์รี่ มีสรรพคุณทางยาใช้ในประเทศจีนมาเป็นเวลานาน ผลสีแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่น เบต้าแคโรทีน ไลโคปีน และ โพลีแซคคาไรด์ L.barbarum Polysaccharides ที่มีเฉพาะแต่ในโกจิเบอร์รี่เท่านั้น งานวิจัยพบว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับ และส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ของเนื้อเยื่อตับได้

10. ทำไม Maqui Plus จึงผลิตที่ประเทศไต้หวัน ต้องส่งไปบรรจุที่มาเลเซียหรือไม่ ทำไมมาเลเซียเปิดตัวก่อนไทย ?

โรงงานที่เลือกเป็นโรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องดื่มจากผลไม้ ได้มาตรฐาน อ.ย. GMP และผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพ ความปลอดภัยที่เข้มงวดของยูนิลีเวอร์ เมื่อผลิตแล้วส่งตรงจากโรงงานถึงไทยโดยตรง ส่วนเหตุผลที่เปิดตัวในมาเลเซียก่อนเนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ กฎหมายของมาเลเซียจัดให้เป็นอาหาร จึงขึ้นทะเบียนได้ก่อนประเทศไทยซึ่งถูกจัดให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีขั้นตอนด้านเอกสารที่มากกว่ามาเลเซียใน

11. กระบวนการผลิต Maqui Plus ใช้ความร้อนหรือตัวทำละลายสารเคมีในการสกัดผลไม้หรือไม่ ?

การผลิต maqui plus ใช้วิธีการสกัดเย็น cold extraction process ด้วยวิธีการคั้นน้ำผลไม้ภายใต้ความเย็น และทำให้น้ำผลไม้เย็นจนแข็งตัวแล้วจึงระเหิดเอาน้ำออกเหลือแต่สารไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น ไม่มีการใช้ความร้อนหรือตัวทำละลายสารเคมีในการสกัด จึงมีความปลอดภัยและคงคุณค่าของสารอาหารเต็มเปี่ยม

12. ใน Maqui Plus มีส่วนประกอบของใยอาหาร (Fiber) ด้วยหรือไม่ ?

maqui plus ประกอบด้วย เพคติน ซึ่งถือเป็นใยอาหารตามธรรมชาติมีมากในแอปเปิ้ล จัดเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ มีผลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึม ส่งเสริมระบบย่อยอาหารขับถ่าย และมีส่วนช่วยลดการดูดซึมไขมัน ลดระดับคอเลสเตอรอล

13. Maqui Plus มีการใส่วิตามิน เพิ่มลงไปด้วยหรือไม่ ?

ไม่เนื่องจาก maqui plus เป็นเครื่องดื่มแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่เน้นการต่อต้านอนุมูลอิสระด้วยสารไฟโตนิวเทรียนท์และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ และยังประกอบด้วยวิตามิน และสารอาหารที่ทรงคุณค่าอื่นๆ จากผลไม้ซุปเปอร์ฟรุตและเบอร์รี่ ไม่ได้เน้นการเสริมวิตามินเกลือแร่ จึงไม่มีการใส่วิตามินเพิ่มลงไป หากต้องการวิตามินเกลือแร่ครบถ้วนในแต่ละวัน แนะนำให้เสริมด้วย เอ็มวีเอ็มพลัส

14. มีการเติมน้ำตาลลงใน Maqui Plus หรือไม่ จะทำให้อ้วนหรือไม่ ?

ไม่มีการเติมน้ำตาล และไม่ทำให้อ้วน เพราะ maqui plus 1 ช็อท 25 มล. มีน้ำตาลธรรมชาติเพียง 3 กรัมซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มอื่นๆ หากคุณดื่มน้ำผลไม้บรรจุกล่อง 1 กล่อง อาจได้น้ำตาลถึง 36 กรัม แต่ maqui plus 1 ช็อท ให้พลังงานเพียง 20 Kcal เท่ากับ ส้มโอ 1 กลีบ เท่านั้น และยังเข้มข้นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ตารางเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม ต่อครั้งการบริโภค

15. Maqui Plus เติมแต่ง สี กลิ่น รส หรือสารให้ความหวานอื่นๆ หรือไม่ ?

ไม่มีการเติมแต่งสี กลิ่น รส ด้วยสารสังเคราะห์ หรือ เติมสารทดแทนความหวานแทนน้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานแต่อย่างใด เป็นส่วนผสมจากธรรมชาติที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น แต่ให้ความหวานจากน้ำตาลในธรรมชาติ เพียง 3 กรัมต่อ 25 มล เท่านั้น และรสชาติอาจเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยเพราะไม่ได้แต่งกลิ่นรส

16. Maqui Plus ใส่สารกันเสียหรือไม่ และมีความปลอดภัยในการบริโภคหรือไม่ ?

maqui plus มีการเติมโซเดียม เบนโซเอท เป็นสารกันเสียที่ช่วยป้องกันเชื้อปนเปื้อน มีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาในประเทศไทย มาเลเซีย และอีกหลายประเทศทั่วโลก ให้ใช้ในการถนอมอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องมีการเปิดปิดกินซ้ำ จึงสามารถกินได้ทุกวันอย่างปลอดภัย ซึ่งผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดประเภทเดียวกันในประเทศไทยก็ใช้ โซเดียม เบนโซเอท เป็นสารกันเสียเช่นกันตามมาตรฐานทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี เมื่อเปิดแล้วควรเก็บในตู้เย็น และดื่มให้หมดใน 1 เดือน

17. ทำไม Maqui Plus จึงบรรจุในขวดแก้วสีชา ?

เราใส่ใจในการคงคุณค่าของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ โดยธรรมชาติ สารไฟโตนิวเทรียนท์ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ในพืชจะเสื่อมสลายตัวได้เมื่อสัมผัสกับแสง มากิ พลัส จึงถูกออกแบบมาให้บรรจุในขวดแก้วสีชา เพื่อคงคุณค่าของสารอาหาร

18. วิธีการเก็บรักษา Maqui Plus ให้ดีที่สุด คือ ?

เก็บให้พ้นจากแสงแดด และความร้อน ไม่ควรทิ้งไว้ในรถที่จอดกลางแดดเป็นเวลานาน เมื่อเปิดขวดแล้วควรเก็บในตู้เย็น และดื่มให้หมดภายใน 1 เดือน

19. ถ้าไม่มีตู้เย็น จะกิน Maqui Plus ได้อย่างไร ?

เมื่อเปิดแล้วควรเก็บในตู้เย็น และดื่มให้หมดใน 1 เดือน แต่ถ้าไม่มีตู้เย็น เมื่อเปิดแล้วก็ไม่ควรเก็บในที่ร้อน เลี่ยงแสงแดด และควรดื่มให้หมดภายใน 1 สัปดาห์

20. เราสามารถแบ่งใส่ภาชนะอื่นได้ไหม เพื่อสะดวกในการพกพาไปสถานที่อื่นๆ และหากแบ่งได้ ควรแนะนำใส่ภาชนะประมาณไหนดี ?

โดยปกติเปิดแล้วควรเก็บในตู้เย็น และดื่มให้หมดใน 1 เดือน แต่ถ้าไม่มีตู้เย็น เปิดแล้วไม่ควรเก็บในที่ร้อน เลี่ยงแสงแดด และควรดื่มให้หมดใน 1 สัปดาห์ กรณีต้องการแบ่งใส่ขวด (แก้ว หรือ พลาสติกก็ได้) ควรมั่นใจว่าขวดสะอาด เก็บให้พ้นแสง แสงแดดและอากาศร้อน การแบ่งบรรจุและเก็บอยู่นอกตู้เย็นไม่ควรนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของสารอาหาร ดังนั้นควรเก็บในตู้เย็น

22. ทำไม Maqui Plus ถึงมีตะกอนตกอยู่ที่ก้นขวด ?

ตะกอนที่ก้นขวด มากิ พลัส เป็นใยอาหารตามธรรมชาติของผลไม้ที่เป็นส่วนประกอบ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แนะนำให้เขย่าขวดเล็กน้อยก่อนดื่ม

23. ทำไม รสชาติของ Maqui Plus ถึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากเปิดขวดกินระยะหนึ่งแล้ว ?

มากิ พลัส ประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีการเจือสีแต่งกลิ่นสังเคราะห์ หลังจากที่เปิดขวดแล้ว อากาศจะทำให้รสชาติเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย แต่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใดแนะนำให้เก็บในตู้เย็นและควรบริโภคให้หมด ภายใน 1 เดือน

ผลการทดลองทางคลินิก
1. ค่า ORAC ของ Maqui Plus คืออะไร ?

ค่าออแรค ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) คือ ค่าที่ได้จากการวัดความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ที่มีค่า ORAC สูงกว่า มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่า (Antioxidant)  จากการนำ มากิ พลัส ไปตรวจสอบที่ห้องแล็ปปฏิบัติการ Brunswick Lab, USA ซึ่งถือเป็นห้องแล็ปที่ได้รับความเชื่อถือในระดับโลก เชี่ยวชาญด้านการทดสอบสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์แบรนด์อื่นๆ พบว่า มากิ พลัส มีค่า ORAC สูงสุด คือ 249,225 umolTE ต่อขวด (ไมโครโมลTE หรือ ไมโครโมลโทรล็อกซ์ เป็นหน่วยของประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ)

2. การวัดความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ (ORAC) ของ Maqui Plus มีค่าเท่ากับ  249,225 umolTE ต่อขวด ค่าที่สูงนี้ถือว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ และช่วยเสริมสุขภาพองค์รวม หรือระบบภูมิต้านทานได้อย่างไร ?

การวัดค่า ORAC เป็นการหาค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ การวัดนี้ถือเป็นมาตรฐานในระดับสากล ค่ายิ่งสูง ยิ่งแปลว่าผลิตภัณฑ์สามารถต่อต้านสารพิษอนุมูลอิสระได้ดี ซึ่งเหมาะกับภาวการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษสู่ร่างกาย จากการปนเปื้อนในอาหาร ความเครียด ปัญหาสุขภาพ พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ฯลฯ เมื่อสารพิษลดลง สุขภาพองค์รวมดีขึ้น ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเกินไปนั่นเอง (อย่างไรก็ดี ค่าที่สูงนี้เป็นการทดสอบโดยคิดจากปริมาณต่อขวด)

3. Maqui Plus แตกต่างจากเครื่องดื่มเบอร์รี่เข้มข้น แบบบรรจุขวดเล็กๆ หรือขวดใหญ่ๆ ในท้องตลาดอย่างไร ?

มากิ พลัส คัดสรรส่วนผสม 12 ชนิดซุปเปอร์ฟรุต และเบอร์รี่เข้มข้นผสมผสานลงตัวเป็น “เครื่องดื่มแอนตี้ออกซิแดนท์” ที่มุ่งเน้นการต่อต้านสารพิษอนุมูลอิสระในร่างกาย และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว ด้วยค่า ORAC ที่สูงที่สุดถึง 249,225 umoLTE ต่อขวด และผ่านการพิสูจน์ผลลัพธ์สุขภาพในอาสาสมัคร ว่าลดสารพิษอนุมูลอิสระในร่างกายได้จริง ให้ผลลัพธ์ “เลือดสะอาด ตับแข็งแรง” ส่งผลต่อสุขภาพองค์รวมที่ดี

4. Maqui Plus เหนือกว่าเครื่องดื่มจากผลไม้บางยี่ห้อ ซึ่งมีส่วนผสมจากผลไม้จำนวนชนิดมากกว่า Maqui Plus อย่างไร ?

จำนวนผลไม้ที่มากกว่าไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า มากิพลัส คัดสรรส่วนผสมที่ลงตัวของ ซุปเปอร์ฟรุตและเบอร์รี่ 12 ชนิด แม้จำนวนชนิดจะน้อยกว่าบางผลิตภัณฑ์ แต่ชนิดของผลไม้และปริมาณที่ใส่ในสูตร รวมถึงกระบวนการผลิต ทำให้ มากิพลัส มีจำนวนชนิดของสารสำคัญหลากหลาย ครอบคลุมการดูแลสุขภาพ และมีค่าการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด

5. Maqui Plus 1 ช็อท 25 มล. เทียบเท่ากับกล้วย 40 ผล มีผู้สอบถามว่า หากต้องการเทียบปริมาณ Maqui Plus กับกล้วยเพียง 20 ผล สามารถลดปริมาณ Maqui Plus ลงเหลือครึ่งช็อทหรือ 12.5 มล. ต่อวัน ได้หรือไม่ ?

การเปรียบเทียบดังกล่าวเป็นการเทียบประสิทธิภาพการต่อต้านอนุมูลอิสระของ มากิพลัส กับผลไม้อื่นๆ แต่ไม่ใช่การเทียบปริมาณของสารอาหารทั้งหมด แม้ว่าคุณจะดื่ม มากิพลัส เป็นประจำอยู่แล้วก็ยังควรกินผัก ผลไม้ อาหารอื่นๆ ด้วย โดยปกติแนะนำให้กินอย่างน้อย 1 แก้วช็อท (25 มล.) เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระไว้ต่อต้านสารพิษความเครียดมลภาวะ ในแต่ละวัน แต่หากกินน้อยกว่า 1 แก้วช็อท ก็สามารถทำได้แต่นั่นก็หมายความว่าคุณจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระลดลงเช่นกัน

6. ผลการทดลองทางคลินิก ให้ผลลัพธ์ยืนยันประสิทธิภาพอย่างไร ?

การทดลองทางคลินิก โดยให้อาสาสมัครที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษอนุมูลอิสระสูง (เช่น สูบบุหรี่ทุกวัน ดื่มเหล้าทุกวัน) ดื่ม มากิพลัส ต่อเนื่อง วันละ 100 มิลลิลิตร (4 ช็อท) นาน 3 เดือน ทำการเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ สารพิษ และสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด ได้ข้อสรุปคือ ช่วยให้ “เลือดสะอาด ตับแข็งแรง” จึงส่งเสริมสุขภาพตับ และสุขภาพองค์รวมได้ โดยผลมีดังนี้

1. กำจัดสารพิษได้เร็วกว่า และ มากกว่าถึง 3 เท่า
2. ลดสารพิษในเลือดสูงสุดถึง 51%
3. เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระทั้งในและนอกเซลล์ และในตับถึง 246%
4. ปกป้องตับเพิ่มขึ้น 14%

7. ผลลัพธ์ใดที่จะรู้สึกได้อย่างแตกต่าง เมื่อดื่ม Maqui Plus อย่างต่อเนื่อง ?

จากการทดสอบในอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษอนุมูลอิสระสูง กิน มากิพลัส ต่อเนื่อง วันละ 100 มิลลิลิตร (4 ช็อท) พบว่า ภายหลังกินเพียง 1 เดือน อาสาสมัครให้ความเห็นว่า รู้สึกได้ถึงความแตกต่างคือ สดชื่นขึ้น รู้สึกสุขภาพแข็งแรงขึ้น คลายความอ่อนเพลีย รู้สึกมีพลัง และผิวดูสดใสขึ้น

8. จะเริ่มต้นเห็นผลการส่งเสริมสุขภาพได้ชัดเจนเมื่อกินต่อเนื่องนานเท่าใด ?

ขึ้นอยู่กับพื้นฐานสุขภาพ และวิธีการดูแลสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย การทดลองทางคลินิก โดยให้อาสาสมัครที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษอนุมูลอิสระสูง กินมากิพลัส ต่อเนื่องวันละ 100 มิลลิลิตร (4 ช็อท) พบว่าจากการเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ สารพิษ และ สารต้านอนุมูลอิสระในเลือด เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นตั้งแต่เดือนที่ 1 และเห็นผลที่ดียิ่งขึ้นในเดือนที่ 3 ทั้งนี้ในการทดลองได้สอบถามความรู้สึกผู้ทดสอบภายหลังดื่มนาน 1 เดือน อย่างไรก็ดี โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะรู้สึกสดชื่นขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่บางคนก็อาจรู้สึกสดชื่นขึ้นได้ใน1-2 วันแรกที่กิน

9. มีคนบอกว่าการกินสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง หรือผิดปกติ จริงหรือไม่ ?

ยังไม่มีงานวิจัยใดระบุข้อมูลดังกล่าว แต่ในทางตรงกันข้าม มีงานวิจัยรับรองถึงสารไฟโตนิวเทรียนซ์ ที่มีฤทธิ์แอนตี้ออกซิแดนท์ในผลไม้และเบอร์รี่ ว่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายมากมาย

10. มีประวัติทางการแพทย์รับรองผลการดื่ม Maqui Plus ต่อร่างกายในระยะยาว หรือไม่ มีข้อมูลอ้างอิงจากที่ใดบ้าง ?

มากิ พลัส ไม่ใช่ยารักษาโรค จึงไม่มีผลรับรองการรักษา อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับการกินผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นประจำ การดื่ม มากิพลัส ที่ได้มาจากผลไม้และเบอร์รี่เข้มข้น 100% รวม 12 ชนิด จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ลดความเสี่ยงการเกิดโรค และมีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากวัตถุดิบเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยรับรองทางด้านการให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ เกี่ยวกับผลไม้และเบอร์รี่ ที่มีสารไฟโตนิวเทรียนซ์มากมาย และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้ระบุว่า การกินผักและผลไม้เป็นประจำ จะช่วยเสริมสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย อย่างไรก็ดี มีการทดลอง มากิพลัส ในอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษอนุมูลอิสระเป็นประจำ พบว่า มากิพลัส ช่วยลดสารพิษในเลือด ให้เลือดสะอาด ตับแข็งแรง ส่งเสริมสุขภาพองค์รวมได้

ข้อแนะนำวิธีรับประทาน
1. การดื่ม มากิพลัส ที่ถูกวิธีควรทำอย่างไร หากต้องการผสมน้ำ ต้องใช้อัตราส่วนเท่าไหร่ ?

ดื่มได้ 1-4 ช็อทต่อวัน (25 มล./ช็อท) โดยปกติแนะนำให้ดื่มดังนี้ 2 ช็อท/วัน (50 มล) โดยแบ่งเช้า 1 และเย็น 1 ช็อท เพื่อส่งเสริมสุขภาพตับและสุขภาพองค์รวม 4 ช็อท/วัน (100 มล) โดยแบ่งเช้า 2 และ เย็น 2 ช็อท เพื่อฟื้นฟูสุขภาพเร่งด่วน ผู้ที่อ่อนเพลีย เครียด เสี่ยงต่อสารพิษอนุมูลอิสระเป็นพิเศษ ดื่มก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ หรือหากต้องการเจือจาง มากิพลัส ก็ทำได้ในอัตราส่วนที่ต้องการ เพื่อพกพาดื่มระหว่างวันได้ (เช่น 1-4 ช็อท ผสมน้ำได้ตามความต้องการ) และเก็บที่อุณหภูมิห้อง หรือแช่เย็นก็ได้ หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดและความร้อน ไม่แนะนำให้ผสมกับน้ำร้อน เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระไป

2. หากต้องการดื่มครั้งเดียวเลยได้ไหม เช่นปกติ เช้า 1 เย็น 1 หรือ เช้า 2 เย็น 2 แต่เลือกดื่มเป็น เช้าหรือเย็น เป็น 2 หรือ 4 ช็อทเลยได้ไหม และประสิทธิภาพหรือผลลัพท์แตกต่างกันไหม ?

ควรแบ่ง เช้า-เย็น โดยการดื่มในเวลาเช้า ก็เพื่อเติมสารต้านอนุมูลอิสระ ให้พร้อมเผชิญสารพิษระหว่างวัน ส่วนการดื่มเวลาเย็น เพื่อชดเชยสารต้านอนุมูลอิสระที่สูญเสียไป ให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองยามนอน

3. ทำไมข้างภาชนะบรรจุ จึงระบุว่า ให้ผสม มากิพลัส กับน้ำ ในอัตราส่วน 1:1 ?

ตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทเครื่องดื่มเข้มข้น ระบุว่าฉลากต้องแนะนำวิธีการดื่มโดยการผสมกับน้ำ อย่างไรก็ดี มากิพลัส สามารถดื่มได้โดยไม่ต้องผสมน้ำ และดื่มน้ำตาม หรือจะผสมน้ำเจือจางในอัตราส่วนใดๆ ตามต้องการก็ได้

4. ควรดื่ม มากิพลัส ช่วงเวลาใดจึงจะดีที่สุด ?

ควรดื่มในช่วงเช้า เพื่อเตรียมสารต้านอนุมูลอิสระให้พร้อมสำหรับการเผชิญกับสารพิษอนุมูลอิสระในระหว่างวัน และดื่มอีกครั้งในช่วงเย็น เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระที่สูญเสียไปในระหว่างวัน โดยสามารถดื่มก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ หากสามารถดื่มในช่วงเช้า ตอนท้องว่าง ก็อาจจะทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นสูง บางท่านที่กินในตอนท้องว่างอาจมีอาการไม่สบายท้อง คลื่นไส้ วิงเวียน ท้องอืด ก็สามารถดื่ม มากิพลัส ทันทีหลังมื้ออาหารได้ หรือผสมน้ำเจือจางเพื่อดื่มระหว่างวันก็ได้

5. หากผสม มากิพลัส กับน้ำแข็ง, น้ำ, โยเกิร์ต หรืออาหารชนิดอื่นๆ จะสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการหรือไม่ ?

สามารถผสม มากิพลัส กับอาหารและเครื่องดื่มเย็นได้ ไม่แนะนำให้ผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีความร้อน เนื่องจากจะทำให้สูญเสียวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระไปได้

6. หากต้องการดื่มมากกว่า 4 ช็อทต่อวัน สามารถทำได้หรือไม่ ?

สามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตามอาจไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการกินต่อวัน เนื่องจากผลการทดลองทางคลีนิคระบุชัดเจนว่าในคนที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับ สารพิษอนุมูลอิสระ ปริมาณ 4 ช็อตต่อวัน (100 มิลลิลิตร) ทุกวัน เพียงพอต่อการส่งเสริมสุขภาพ ให้เลือดสะอาด ตับแข็งแรง สุขภาพดีขึ้น

7. การดื่ม มากิพลัส อย่างต่อเนื่องมีความปลอดภัยหรือไม่ และมีการควบคุมความปลอดภัยมากแค่ไหน ?

การดื่ม มากิพลัส มีความปลอดภัยสูง เนื่องจาก มากิพลัส ทำจากซุปเปอร์ฟรุ๊ทและผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ 12 ชนิด ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีกระบวนการผลิตภายใต้การควบคุมคุณภาพสูงสุด ทุกกระบวนการมีการดูแลควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยผ่านการตรวจสอบทั้งทางด้านจุลินทรีย์, เคมี และกายภาพ ว่า มากิพลัส ปราศจากเชื้อโรค สารปนเปื้อน ตลอดจนสารพิษโลหะหนัก ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา ประเทศมาเลเซียและไทย และได้รับการรับรองคุณภาพ ความปลอดภัยระดับโลก ได้แก่  GMP, HACCP,  ISO9001, ISO22000 อีกด้วย

8. คนทั่วไปดื่มแล้วไม่มีอาการข้างเคียง แต่ทำไมบางคน ดื่มแล้วมีอาการ คลื่นไส้ ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ เหงื่อออก ?

มากิ พลัส เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากผลไม้ มีความปลอดภัยสูงไม่มีผลข้างเคียง แต่เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นสูง บางคนที่ทางเดินอาหารระคายเคืองง่าย เมื่อดื่มในตอนท้องว่างอาจมีอาการไม่สบายท้อง คลื่นไส้ วิงเวียน ซึ่งทำให้ใจสั่น เหงื่อออก หรือท้องอืด แนะนำให้ดื่มน้ำตามแก้วโตเพื่อเจือจาง ควรดื่ม มากิพลัส ทันทีหลังมื้ออาหาร หรือผสมน้ำเจือจางเพื่อดื่มระหว่างวันก็ได้

9. คนสูงอายุ สามารถดื่ม มากิพลัส ได้หรือไม่ ควรดื่มเท่าไหร่ ?

มากิ พลัส เหมาะกับทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป จนถึงคนสูงอายุที่ต้องการดูแลฟื้นฟูสุขภาพ ก็สามารถดื่ม มากิพลัส ได้ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง เนื่องจากไฟโตนิวเทรียนท์ใน มากิพลัส สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและรวดเร็ว และช่วยส่งเสริมการทำงานของตับ และสุขภาพองค์รวม แนะนำ เช้า 1 เย็น 1 ช็อท แต่หากอ่อนเพลียมาก ต้องการฟื้นฟูสุขภาพแนะนำเช้า 2 เย็น 2 ช็อท และควรดื่มน้ำตาม 1 แก้ว เพื่อเจือจาง

10. คนสูงอายุ ที่ไม่ชอบดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ แต่เมื่อต้องแช่เย็นจะกินอย่างไร ?

เมื่อนำออกจากตู้เย็นแล้ว แบ่งเทออกมาในปริมาณที่ต้องการ แล้วตั้งทิ้งไว้รอให้หายเย็นประมาณ 10-20 นาที ก็สามารถรับประทานได้ โดยไม่สูญเสียคุณค่าแต่อย่างใด

11. เด็กสามารถดื่ม มากิพลัส ได้หรือไม่ ควรดื่มได้เมื่ออายุเท่าใด ปริมาณเท่าใด ?

มากิ พลัส เป็นเครื่องดื่มจากผลไม้และเบอร์รี่ ที่มีความปลอดภัย เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 5 ขวบที่เริ่มดื่มน้ำผลไม้ได้ สามารถเริ่มดื่ม มากิพลัส เพื่อให้ร่างการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ โดยแนะนำวันละ 1 ช็อท ก็เพียงพอแล้ว

12. ผู้ที่มีสุขภาพดี ควรดื่ม มากิพลัส ทุกวัน หรือไม่?

แม้ว่าคุณยังสุขภาพดี การดื่ม มากิพลัส 2 ช็อทต่อวัน เช้าและเย็น ทุกวัน ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ในการลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย ซึ่งส่งผลดีในการปกป้องร่างกายในภาวการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อสารพิษจากสิ่ง แวดล้อมและสารพิษในอาหาร นอกจากนี้ข้อเท็จจริงจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่าการกินผัก ผลไม้ที่เพียงพอ จะช่วยนำไปสู่การมีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เพราะเป็นการเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นการช่วยลดอนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกาย เพื่อชะลอความเสื่อม, ยับยั้งสารพิษ, ปกป้องเซลล์และอวัยวะต่างๆ

13. หากกินยาประจำตัว ร่วมกับ มากิพลัส จะมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?

มากิ พลัส เป็นเครื่องดื่มจากผลไม้ ที่มีความปลอดภัย ยังไม่มีรายงานว่า มากิพลัส ทำปฏิกิริยากับยา และอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในผู้ที่กินยามาอย่างต่อเนื่อง เพราะ มากิพลัส ช่วยลดสารพิษอนุมูลอิสระ จากการที่ร่างกายรับสารเคมี ยา ฯลฯ อย่างต่อเนื่องสะสม ทั้งนี้สำหรับผู้ที่กินยาอยู่มีความกังวลใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

14. สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร สามารถดื่ม มากิพลัส ได้หรือไม่ ?

ผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องดื่มที่มาจากผลไม้ ไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน ไม่ใช่ยา และไม่มีการเติมน้ำตาล จึงปลอดภัยต่อสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร อย่างไรก็ตามหากสตรีมีครรภ์มีภาวะเบาหวานและแพทย์ควบคุมการบริโภคเครื่อง ดื่มที่มีรสหวานอย่างเข้มงวด แนะนำว่าหากต้องการจะบริโภค ควรปรึกษาแพทย์ก่อน (ข้อมูลเบื้องต้น มากิพลัส จะมีน้ำตาลจากธรรมชาติเพียง 3 กรัมต่อ 25 มล.เทียบกับน้ำผลไม้บรรจุกล่อง เช่น น้ำแบล็คเคอเร้นท์ ซึ่งอาจมีน้ำตาลถึง 36 กรัม)

15. ดื่ม มากิพลัส ช่วย “รักษา” rheumatoid arthritis หรือ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ได้หรือไม่ ?

โรครูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายข้อตัวเอง การดื่ม มากิพลัส ไม่ได้ช่วยรักษาและไม่สามารถใช้แทนยาได้ แต่ มากิพลัส มีส่วนผสมที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบหรือ anti-inflammation ทำให้กระบวนการอักเสบไม่รุนแรง ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น

16. คนเป็นโรคเบาหวานกินได้หรือไม่ ?

ใน มากิพลัส 1 ช็อท 25 มิลลิลิตร จะมีน้ำตาลธรรมชาติจากผลไม้เพียงแค่ 3 กรัม และคาร์โบไฮเดรต 5 กรัม ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มอื่นๆ (น้ำส้ม 100% 1 กล่อง มีน้ำตาล 24 กรัม) นอกจากนี้งานวิจัย ยังพบว่า มากิพลัส มีแอนโทไซยานินช่วยส่งเสริมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงสามารถกินได้ ตั้งแต่ 1-4 ช็อทต่อวัน อาจแบ่งเป็นมื้อเช้าและเย็น หรือ เจือจางด้วยน้ำและดื่มระหว่างวัน อย่างไรก็ตามหากมีความกังวลใจ และแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล แนะนำควรปรึกษาแพทย์ก่อนกิน

17. คนเป็นโรคไต ดื่ม มากิพลัส ได้หรือไม่ ต้องดื่มวันละกี่ช็อท ควรเพิ่มปริมาณมากกว่า 4 ช็อทต่อวันหรือไม่ ?

คนที่มีภาวะโรคไต มักต้องควบคุมปริมาณของเกลือในอาหาร มากิพลัส ไม่มีการเติมเกลือลงไปเพื่อแต่งรสชาติ และมีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดภาวะเครียดของเซลล์ ระบบเลือด และระบบต่างๆ ในร่างกายจากอนุมูลอิสระ แนะนำตามปกติคือ 2-4 ช็อทต่อวัน อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีภาวะโรคไต มีระดับความรุนแรงต่างกันไป จึงควรปรึกษาแพทย์หากมีความกังวล ก่อนเริ่มรับประทาน

18. คนเป็นโรคมะเร็ง สามารถดื่ม มากิพลัส ได้หรือไม่ ?

หากแพทย์ไม่ได้ควบคุมการดื่มน้ำผลไม้ ก็สามารถดื่มได้ มากิพลัส รวมสุดยอดสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งช่วยต่อต้านสารพิษอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของ การเกิดโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม หากมีความกังวลควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา ก่อนรับประทาน

19. ดื่ม มากิพลัส แล้วยังต้องกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ เช่น บียอนด์ หรือ ไวทัลลิตี้ หรือไม่ ?

คุณสามารถดื่ม มากิพลัส คู่กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไวทัลลิตี้ ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการดูแลสุขภาพเฉพาะจุด และยิ่งส่งเสริมสุขภาพ การดื่ม มากิพลัส ให้ผลลัพธ์เลือดสะอาด ตับแข็งแรง เป็นการดูแลตับและสุขภาพองค์รวม แต่หากร่างกายต้องการวิตามินแร่ธาตุที่ครบถ้วน ให้เซลล์ทำงานได้ปกติ มีภูมิต้านทาน ก็กิน เอ็มวีเอ็มพลัส ร่วมด้วยได้ หรือหากต้องการดูแลลำไส้ ก็ใช้ อินูลิน ร่วมด้วยได้ หากต้องการให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงก็เสริมด้วย แคลแม็กพลัส หรือเสริม โอเมกทรีพลัส เพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบเลือด หัวใจ สมอง และลดความเสี่ยงจากไขมันในเลือด เป็นต้น

20. สารต้านอนุมูลอิสระใน มากิพลัส ต่างจากใน เพอร์เฟคเรเดียนซ์ หรือไม่ อย่างไร ?

ต่างกันแม้ว่าทั้งสองผลิตภัณฑ์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนท์ แต่ก็ต่างชนิดกันไป มีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระต่างกัน โดย มากิพลัส มี เดลฟินิดิน (Delphinidin) ซึ่งเป็นกลุ่มแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้สูงที่สุด อีกทั้งยังมีองค์ประกอบสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่หลากหลายกลุ่มอื่นๆ จากผลไม้เบอร์รี่ที่หลากหลายกว่าจึงเน้นการเติมสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่หลากหลายให้ร่างกายเพื่อช่วยลดสารพิษอนุมูลอิสระในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ “ให้เลือดสะอาด ตับแข็งแรง” เน้นสุขภาพตับและสุขภาพองค์รวมของร่างกาย ส่วน เพอร์เฟคเรเดียนซ์ ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ แม้จะมาจากจำนวนพืชน้อยกว่าคือจากเปลือกสนฝรั่งเศสและผลทับทิม แต่ก็เน้นการต้านอนุมูลอิสระที่ผิวได้ดี และยังมีกลไกการทำงานอย่างอื่นๆ เช่น ลดการสร้างเม็ดสีผิว ลดการทำลายคอลลาเจน เพิ่มการไหลเวียนเลือดใต้ผิวหนัง นำส่งอาหารและลำเลียงของเสียใต้ผิวจึงเป็นสูตรที่เน้นเพื่อการบำรุงผิวสวยต่อต้านความร่วงโรยของผิวพรรณเป็นหลัก ลดเลือนความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยได้โดยตรงกว่า

21. สามารถดื่ม มากิพลัส ร่วมกับกิน เพอร์เฟ เรเดียนซ์ ได้หรือไม่ หากมีงบประมาณจำกัดจะเลือกอะไร ?

คุณสามารถดื่ม มากิพลัส และกิน เพอร์เฟคเรเดียนซ์ ร่วมกันได้ หากต้องการเลือกกินเพียงอย่างเดียว ให้พิจารณาความต้องการและความกังวลใจ ถ้าเน้นดูแลผิวสวย เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย กระ ฝ้า จุดด่างดำ เลือก เพอร์เฟคเรเดียนซ์ โดยควรเริ่ม วันละ 4 แคปซูลต่อวัน (แบ่งเป็น 2 แคปซูล/มื้อ หลังอาหารเช้าและเย็น)  หากเน้นดูแลสุขภาพองค์รวม ดูแลให้เลือดสะอาด ตับแข็งแรง เลือก มากิพลัส โดยกินวันละ 2 แก้วช็อท ต่อวัน (เช้า 1 เย็น 1) ซึ่งหากต้องการฟื้นฟูสุขภาพสามารถเริ่ม วันละ 4 แก้วช็อทต่อวัน (แบ่งเป็น 2 แก้วช็อท/มื้อ เช้าและเย็น) ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ได้ อย่างไรก็ดี การกินทั้ง มากิพลัส และ เพอร์เฟคเรเดียนซ์ ควบคู่กัน จะส่งผลรวมต่อสุขภาพและผิวพรรณดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะในขณะที่ มากิพลัส ลดสารพิษในเลือด เพอร์เฟคเรเดียนซ์ จะส่งเสริมการนำเลือดที่สะอาดขึ้น มีคุณภาพดีขึ้นไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงผิวหนัง และอวัยวะต่างๆได้ดีขึ้น

22. หากต้องการดื่ม มากิพลัส และกิน เพอร์เฟคเรเดียนซ์ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จะเป็นอันตรายไหม ?   

สามารถดื่ม มากิพลัส และกิน เพอร์เฟคเรเดียนซ์ ต่อเนื่องได้ทุกวัน และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่สะสมเป็นพิษ และเป็นปริมาณที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้เพียงพอ เพราะเป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่ได้รับการรับรองความปลอดภัย จากองค์การอาหารและยา ประเทศไทย การกินคู่กันยิ่งดีต่อสุขภาพทั้งร่างกายและผิวพรรณ เพราะการดื่ม มากิ พลัส จะช่วยการขจัดสารพิษอนุมูลอิสระที่ตับ และในร่างกายโดยรวม ในขณะที่ เพอเฟคเรเดียนส์ จะเน้นขจัดสารพิษที่ผิว นำส่งสารอาหารออกซิเจนสู่ผิว การกินคู่กันจึงยิ่งส่งเสริมการทำงานของกันและกันให้ดีขึ้นไปอีก จึงทำให้ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย

23. ทำไมบางคนดื่ม มากิพลัส แล้วผิวจึงใสขึ้น แล้วควรหยุดกิน เพอร์เฟคเรเดียนซ์ และคอลลาเจนแมทริกซ์ หรือไม่ ?

มากิพลัส ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและขจัดสารพิษทั้งที่ตับ และอวัยวะอื่นๆ ช่วยให้ “เลือดสะอาด ตับแข็งแรง” จึงส่งผลองค์รวมต่อสุขภาพ รวมถึงผิวพรรณดูสดใสขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม มากิ พลัส ไม่ได้ดูแลปัญหาสีผิวหมองคล้ำ กระแดด ฝ้าแดด หรือป้องกันคอลลาเจนไม่ให้ถูกทำลาย อย่างตรงจุด ดังเช่น เพอร์เฟคเรเดียนซ์ ซึ่งทำงานที่เม็ดสีผิวและการไหลเวียน นำส่งอาหารออกซิเจนใต้ผิวหนัง ปกป้องคอลลาเจนในผิวโดยตรง และ มากิ พลัส ก็ไม่ได้เติมเต็มคอลลาเจน และกรดอะมิโน ให้โครงสร้างผิว ดังเช่น คอลลาเจนแมทริกซ์ ซึ่งทำงานให้ผิวนุ่ม นวล กระชับ ลดเลือนริ้วรอย ดังนั้นแม้ มากิ พลัส จะให้ผลลัพธ์ผิวใสขึ้น แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาทดแทน เพอร์เฟคเรเดียนซ์ และคอลลาเจนแมทริกซ์ ได้แต่การกินทั้งสามผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ทั้งสามผลิตภัณฑ์ทำงานส่งเสริมกันได้เต็มที่

ผลลัพธ์สุขภาพ
1. ดื่ม Maqui Plus แล้วรู้สึกว่าไม่เหนื่อยง่ายเหมือนเดิม เวลายกของหรือออกกำลังกายแล้วไม่ค่อยมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นเพราะอะไร ?

อาการเหนื่อยง่ายและปวดเมื่อย เกิดจากภาวะความเครียดจากอนุมูลอิสระ และการอักเสบจากการทำงานหนักของกล้ามเนื้อ การกิน มากิ พลัส มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ และส่วนผสมของ มากิเบอร์รี่ อาซาอีเบอร์รี่ ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammation) จึงอาจส่งผลให้อาการเหนื่อยล้าลดลง กระปรี้กระเปร่าขึ้น นอกจากนี้การส่งเสริมสุขภาพตับให้ดีขึ้น ทำให้หน้าที่การสร้างพลังงานของตับดีขึ้น จึงรู้สึกสดชื่นไม่อ่อนเพลีย

2. Maqui Plus ช่วยให้หลับง่าย หลับสบาย หลับสนิทขึ้น ตื่นแล้วรู้สึกสดชื่นได้เพราะอะไร   

ภาวะที่ร่างกายมีความเครียดมีอนุมูลอิสระสูง (Oxidative Stress) เป็นสาเหตุของการ นอนหลับยาก หลับๆ ตื่นๆ ไม่สนิท มากิ พลัส อาจมีส่วนช่วยให้หลับง่าย หลับสบาย หลับสนิท ตื่นแล้วจึงรู้สึกสดชื่น เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงต้านภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระให้ลดลงได้ และ มากิ พลัส ยังมีส่วนผสมของน้ำเชอรี่สกัด ซึ่งมีสาร “เมลาโทนิน” สารสื่อประสาทตามธรรมชาติ ที่มีส่วนช่วยควบคุมการนอนหลับให้มีคุณภาพ ด้วยกลไกทั้งสองอาจช่วยให้หลับสนิท ตื่นด้วยความสดชื่น พร้อมต่อการทำงาน

3. ดื่ม Maqui Plus แล้วรู้สึกว่า อาการไมเกรนคล้ายจะทุเลาลงไป เป็นเพราะอะไร ?

ไมเกรน เกิดจากหลายสาเหตุ มีสาเหตุไม่แน่ชัดในแต่ละคน แต่ภาวะที่ร่างกายมีความเครียด มีอนุมูลอิสระสูง (Oxidative Stress) ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แม้ว่า มากิ พลัส ไม่ใช่ยา และไม่มีการรับรองว่ารักษาอาการเจ็บป่วยหรือไมเกรน แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงอาจช่วยบรรเทาภาวะความเครียดจากอนุมูลอิสระลดลงได้ และอาจส่งผลให้ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนลดลงได้ในผู้บริโภคบางคน

4. ทำไมบางคนดื่ม Maqui Plus แล้วรู้สึกว่ารอบเอวกระชับขึ้น ?

ผู้บริโภคบางคนอาจตอบสนองต่อ มากิ พลัส โดยมีรอบเอวที่กระชับขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลากหลายส่วนผสม โดยมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รายงานว่า สารต้านอนุมูลอิสระในมากิเบอร์รี่มีช่วยส่วนช่วยยับยั้งปริมาณน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสะสมของเนื้อเยื่อไขมันได้ (inhibit adipogenesis) และมีรายงานว่า ราสพ์เบอร์รี่ มีส่วนป้องกันภาวะอ้วน รวมไปถึงสารสกัดจากองุ่นแดงและเมล็ดองุ่น ซึ่งพบว่าช่วยลดไขมันเลว และยับยั้งการดูดซึมไขมันได้ บางคนอาจนอนหลับสนิทขึ้นจากเมลาโทนินที่มีในเชอร์รี่ ทำให้การสร้างฮอร์โมน เผาผลาญไขมันดีขึ้น ผลรวมเหล่านี้จึงอาจส่งผลให้รอบเอวกระชับขึ้นได้

5. ทำไมสุภาพสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติมาน้อย เมื่อดื่ม Maqui Plus จึงมีประจำเดือนออกมามากขึ้น Maqui Plus มีฮอร์โมน หรือว่านี่เป็นกระบวนการที่ Maqui Plus ทำงานขับของเสียหรือไม่ ?

โดยปกติ มากิ พลัส กำจัดของเสียอนุมูลอิสระ ในสุภาพสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือนจะมีภาวะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและมีโอกาสที่ ร่างกายเกิดภาวะความเครียด และสร้างอนุมูลอิสระมากกว่าปกติ (Oxidative Stress) มากิ พลัส ไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดความเครียดจากอนุมูลอิสระผนวกกับการ นอนหลับได้ดีขึ้น ล้วนส่งผลต่อเนื่องทางอ้อมให้ระบบฮอร์โมนสมดุลขึ้น จึงทำให้กระบวนการของการมีประจำเดือนเป็นไปอย่างสมดุลขึ้น

จำนวน

1 ขวด, 2 ขวด, 6 ขวด, แพ็คเล็ก 6 ขวด, ขนาดพกพา 15 ซอง

แชร์: